Boku1 [ Boku no natsuyasumi PSP ISO ] Full download

posted on 30 Oct 2010 09:13 by born-scream  in Bokunatsu
 
 
เขียน Topic อย่างนี้หวังว่าคนที่เซิสหาจาก Google คงจะเจอกันบ้างล่ะ ถ้าไม่เจอก็คงโชคร้ายเต็มที
 
Boku no natsuyasumi 1 PSP ISO Download
http://www.megaupload.com/?d=JTN8I22F
 
โหลดแล้วบอกด้วยว่ามันเล่นได้มั๊ย เพราะเพิ่งอัพครั้งแรก
 

Slot Machine

posted on 22 May 2010 01:15 by born-scream
“ขอถามอีกครั้ง แน่ใจนะว่าจะหมุนสล็อตแมชชี
นอันนี้”
“ใช่ ก็ดีกว่าอยู่อย่างงี้ตลอดไปนั่น แหละ” ผมตอบ
“งั้นก็เอาเลย เชิญหมุนได้ตามสบาย แล้วอย่าหาว่าไม่เตือนล่ะ ก็เคยเตือนไปแล้วว่านี่ไม่ใช่ส ล็อคแมชชีนธรรมดาๆ”
ผมดึงคันโยกเข้าหาตัว มันเป็นสล็อตแมชชีนที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตผมไปตลอดกาล ก่อนหน้านี้หรอ?...ผมอยู่ในโลก ที่ว่างเปล่า...ไม่เคยมีอะไร เลยจริงๆ ไม่เคยรู้สึกหิว ไม่เคยรู้สึกง่วง ไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยว แต่วันหนึ่งดันมีคนจากไหนก็ไม่ รู้ โทรมาว่า ถ้าอยากหาอะไรสนุกๆทำล่ะก็ ลองไปที่ 444 CASINO สิ ผมย้ายตัวเองไปที่นั่น แล้วก็พบกับสล็อตแมชชีนต้องห้าม ขนาดเจ้าของบ่อนยังถามผมเลย ว่าจะเล่นจริงๆหรอ เพราะสล็อตแมชชีนแบบที่เล่นแล้ว ได้เงินธรรมดาๆน่ะก็มีตั้ง หลายเครื่อง แถมยังมีพวก เกมไพ่ให้เล่นเป็นหมู่คณะอีกนะ แต่อย่างว่าแหละ คนมันเบื่อ อยู่เปล่าๆอย่างงี้มานานแล้ว แล้วเห็นว่าเป็นของแปลก ไม่ลองดูก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ไปเพื่ออะไร ..ก็นั่นแหละ หลังจากที่ผมดึงคันโยก ผมมองเห็นทั้งลูกเชอร์รี่ เลขเจ็ด ลูกระเบิด หมุนไปรอบๆด้วยความเร็วสูงชนิด ที่ว่ามองแล้วตาลาย จนมันมาหยุดที่ภาพภาพหนึ่ง ซึ่งผมก็ไม่เข้าใจนักว่ามันหมายถึงอะไร มีภาพเหรียญ ใบไม้ กับภาพคฤหาสน์ แต่พอทุกอย่างสิ้นสุด ผมได้พบกับโลกใหม่

“อาหารมาเสริ์ฟค่ะ เป็นไก่งวงตรุกี อบสมุนไพร เจ้าค่ะ”
“ขอบใจมาก คุณวิภา” แม่บ้านวางจานไก่งวงตรุกีลงบนโต๊ะอาหาร ในห้องรับประทานอาหารของคฤหาสน์หลังหนึ่ง ซึ่งใหญ่โตมาก ชนิดที่ว่าคนเขียนต้องทำงานล้าง จานที่เวียดนามประมาณ 3000 ปี จึงจะซื้อได้

ครอบครัวนี้มีกัน 5 คน มีพ่อ แม่ ลูกคนโต ลูกคนกลาง ลูกคนเล็ก พวกเขาเป็นครอบครัวที่อบอุ่น คนพ่อเป็นนักธุรกิจที่สืบทอดกิจการ มาตั้งแต่สมัยคุณปู่ทวด คุณปู่ทวดเป็นเจ้าของที่ดินผืน นี้ ผมก็ไม่รู้ว่ามันกี่ตารางวา แต่ถ้าคาดคะเนเอาแล้วก็ราวๆ ความยาวระหว่างอนุสาวรีย์ชัยจน มาถึงสยาม อาจเปรียบได้ว่าครอบครัวนี้จะ สร้างอนุสาวรีย์รูปตัวเองไว้ ที่สวนหลังบ้านได้ก็ไม่แปลก ส่วนผู้เป็นแม่ เป็นคุณนายผู้ที่เปี่ยมไปด้วยความเมตตากรุณา ชอบทำบุญทำทานปล่อยนกปล่อยเต่า ไปวัดทุกวันพระ ไม่เคยไปผับ ไม่เคยมีชู้ กล่าวได้ว่าเป็นคุณนายที่เป็นแบบอย่างให้กับคนทั้งโลกก็ว่าได้ ลูกคนโต อายุราวๆ 22 เป็นนักดนตรีอัจฉริยะ เล่นเปียโนตั้งแต่จำความได้ เขาเป็นผู้ประพันธ์เพลงคลาสสิคดังๆมากมาย นอกจากนี้การศึกษาของเขายังจบ ด้านดนตรีที่ประเทศเยอรมันอีก ด้วย ลูกคนกลาง เป็นหนุ่มหน้าตาดี นิสัยก็ดี มีสัมมาคาราวะ เขากลายเป็นที่จับจ้องของพวกสาวๆ มากมาย อายุราวๆ 19 ปี ลูกคนเล็กเป็นผู้หญิง วัย 17 ปี หน้าตาสวยมากไม่ต่างจากนางฟ้า ดีทุกอย่าง ชอบเต้นบัลเล่ต์เป็นชีวิตจิตใจ ทำอาหารก็อร่อย มักจะช่วยแม่บ้านทำอยู่เสมอ และเธอก็ยังเป็นดาราเด็กสาวที่ โด่งดังคนหนึ่งของโลกอีกด้วย ซ้ำไป

ดูท่าทางว่าครอบครัวนี้จะมีความสุขไร้ที่ติ แสดงว่าการโยกสล็อตแมชชีน ก็ไม่เห็นจะเสียหายตรงไหน การสุ่มในครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งที่ดีมาก แต่อยู่ๆคืนหนึ่งระหว่างที่ผม นอนหลับอยู่โทรศัพท์ก็ดังขึ้น มา
“ว่ายังไงล่ะ พอใจมั๊ยกับชีวิตแบบนี้ ในคฤหาสน์คนรวย”
ผมตอบอย่างไม่ลังเล “เยี่ยมไปเลย ถ้าผมรู้ว่าโยกสลอตแล้วจะได้กลายเป็นคนระดับใหญ่โตในโลกนี้ ผมคงมาโยกตั้งนานแล้ว”
“เดี๋ยวๆ ว่าไงนะ นี่คุณนึกว่าคุณเป็นใคร”
“ผมหรอ ก็เป็นคนใดคนหนึ่งใน 5 คนที่เขาเล่าไปตะกี๊นี้ไม่ใช่หรอ” . ....ผมตอบด้วยความสงสัย
” เอาเถอะๆ ตื่นมาเดี๋ยวก็รู้เอง ยังไงก็ขอให้โชคดีละกัน อีกซัก 1,234,567,890 ปีล่ะมั้ง ถึงจะได้พบกันใหม่ที่ 444 CASINO นะ ยังไงก็ขอบใจที่ใช้บริการ ลาก่อน” เสียงโทรศัพท์ดัง ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด
“ฝันแปลกๆแฮะ” ผมลืมตาทั้งสองข้างตื่นขึ้นมายามเช้า มองสภาพห้องรอบๆ มีฝุ่นเขรอะ เตียงเดี่ยวเก่าๆ ห้องก็คับแคบ ข้างๆที่อุปกรณ์รดน้ำต้นไม้ กรรไกรตัดแต่ง ไม้กวาดหยากไย่ บนโต๊ะเขียนหนังสือมีจดหมายฉบับ หนึ่งวางอยู่ ผมยังไม่ได้เปิดซองอ่านเลย เพิ่งได้รับมาเมื่อวานตอนเย็น ว่าแล้วก็เลยฉีกซองออก
“สบายดีไหมโจเซฟลูกรัก ใกล้ฤดูหนาวแล้วอย่าลืมดูแลตัวเองด้วย แม่จะส่งผ้าพันคอตามไปให้ทีหลัง ก่อนนอนระวังฟืนไฟ ตะเกียงก็อย่าลืมดับ เป็นห่วงลูกนะจ๊ะ ลงท้าย ด้วยรักจากแม่”
ผมอ่านจดหมายและลุกขึ้นทบทวนฝันประหลาดๆ ตั้งแต่โยกสล็อตแปลกๆพวกนั้น กับโทรศัพท์นิรนาม และจับไม้กวาด เดินออกไปกวาดใบไม้ที่สวน หลังบ้านของเจ้านาย ภาระหน้าที่ของผมหลังจากที่กวาดเสร็จก็คือรดน้ำต้นไม้ ตัดแต่งกิ่ง พอเสร็จแล้วถึงจะได้ไปทานข้าวกลาง วันกับคุณวิภาที่เป็นแม่ บ้านซึ่งผมกำลังคบหากับเธออ ยู่ ...เอ..ผมเป็นใครกันแน่เนี่ย...!!?

BorN`scrEAm
อยู่ๆผมก็นึกถึงสมัยที่เรียนประถม
ทำไมเวลาเราวิชาภาษาอังกฤษ
พอคุณครูเดินเข้ามา สิ่งหนึง่ที่ทุกคนน่าจะจำกันได้คือ บทสนทนานี้
นักเรียน : Good Morning Teacher (กูด - ม๊อ - นิ่ง ทีช - เช่อ ลากเสียงยาวๆช้าๆเพราะกลัวไม่พร้อมกัน)
คุณครู : Good Morning , How ARE YOU ? (กุดมอร์นิ่ง , ฮาว อายุ?)
นักเรียน : AM FINE thank you and U? (แอมม ฟายยย แต๊งง กิ้วว แอนด์ ยุ์)
คุณครู :Fine, Thanks Sit Down (ฟายน์ , แท๊งคส์  ซิท ดาวน์)
นักเรียน : Thank You Teacher (แต๊งงงกิ้ว , ทีชเช่อร์)
สิ่งหนึ่งที่ผมคิดก็คือ ทำไมต้องพูดแบบนี้ทุกครั้ง เป็นแพทเทิ่นเดิมๆ ถ้าสมมุตินักเรียนไม่สบายล่ะ ผมคิดว่าคงไม่เหมาะที่จะตอบว่า I'm Fine หรอก สมมุติว่าใครคนใดคนนึงตอบว่า I'm Sick and U? คุณครูตอบว่า I'm Fine Thanks,Sit Down แล้วทุกอย่างจบ แค่นั้นหรอ ไม่มีแม้แต่จะTake care of yourself หรือ You should rest at Home ไม่มีซะหรอก ดังนั้นนักเรียนไม่เคยเกิดการพัฒนากับบทสนทนาตัวนี้แน่ๆ นอกจากรู้แค่ว่า แอมฟายยย แต๊ํงส์!!

ทางแก้?
ไม่มีไรมาก เอานักเรียนกับครูฝรั่ง มาพูดคุยภาษาอังกฤษกันตัวต่อตัว มันจะได้ผลกว่า
โรงเรียนผมครั้งนึงเคยทดสอบคุยกับฝรั่ง แต่ผมทำได้ไม่ดี เนื่องจากตอนนั้นโง่ และไม่ชอบภาษาอังกฤษ
เป็นอะไรที่ Hate มากๆ
เขาถามประมาณว่า Can U fly? ผมก็แบบไอ้ห่าคำถามแบบนี้ เลยตอบไปว่า "No" นึกว่าจะจบ เสือกถามต่อ "Why?"
"Because the human can't fly (U know?อยากจะเติม แต่ตอนนั้นไม่ได้พูด) ,Do U like to go shopping? ถามแบบนี้หรอ พอคิดๆดูว่าไม่ค่อยชอบก็เลยบอก "No" พี่แกก็ถามต่อว่า "Why?" มืงถามง่ายมากแต่ตอบยากมาก ผมก็เลยบอกว่า It's Boring ...เขาเลยถามต่ออีกว่า "Why?" ตกลงว่าแกจะถามแต่ Why ใช่ไหมเนี่ย ผมบอกว่า ไม่รู้ดิก็กุไม่ชอบอะ คิดในใจ เลยเผลอบอกเป็นภาษาไทย "ไม่รู้อะ "  YOU FAILED !!เขาบอกและบอกให้ผมลุกออกไปการสอบจบลงแล้ว สอบวันนั้นผมไม่ผ่าน ได้กี่คะแนนก็ไม่รู้หรอก แต่มันเต็ม 10 เดาว่าคงได้ซํก 3 คะแนน

สิ่งหนึ่งที่คิดได้ก็คือ ที่ผ่านๆมา โรงเรียนสอนแต่ทฤษฎี เช่น แกรมม่า โวแคบ แต่แทบจะไม่สอนพูดเลย พูดโต้ตอบมันเป็นอะไรที่สำคัญมากกว่าจะมานั่งเรียน Past Perfect Tense อะไรแบบนี้ซะอีก ดังนั้นถ้าจะให้โรงเรียนไทยไปสู้กับโรงเรียนอินเตอร์ในด้านภาษา ยอมรับเลยว่า แพ้ชัวร์! โรงเรียนอินเตอร์บังคับว่า U have to speak Engligh Na If U speak Thai I'll deduct your marks  Na (ผมเดาเอานะ ผมไม่ได้เรียนอินเตอร์) ดังนั้น....ควรทำไง

คำตอบก็คือ ทำใจ มืงคงต้องศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเองละ นอกจากมืงจะไปเป็นกระทรวงศึกษา เปลี่ยนแปลงระบบการเรียนการสอนภาษาซะใหม่ เน้นในด้านพูดมากๆ ไม่ใช่เน้นแกรมม่า ที่จริงเป็นอะไรที่กากมากๆ มาหลอกให้เด็กเรียนแกรมม่า ฟังดูเหมือนจะฉลาดนะ แบบว่า ผมรู้ทุก Tense ครับ แต่ผมไม่รู้ว่าจะตอบว่าอะไร เวลาที่เขาถามว่า ทำข้อสอบได้ัมั๊ย? มันง่ายมั๊ย? (เป็นภาษาฝรั่ง) อีกอย่าง การเรียนแกรมม่ามันทำให้กลัว กลัวว่าถ้าพูดผิดโครงสร้างจะอายขายขี้หน้าเขา เช่น แบบประโยคบอกเล่าเงี้ย S+V+O ประธาน กริยา กรรม ฉันกินข้าว I eat rice อยู่มาวันหนึ่งอยากจะบอกว่า มากินข้าวฉันสิ (คือมากินด้วยกันสิ) ก็เลยไม่กล้าพูดเลยมั่วนิ่มไป Eat I rice มันเลยแปลกๆ แต่ถ้าคุณได้เรียนมากขึ้น เห็นบทสนทนามากขึ้น มันก็อาจจะเป็น "Hey Bro, Come on Let's eat it together ! with me, with my dogs ! Come on !! " <<นึกสภาพว่ากินข้าวกับหมา ให้ทายว่าคนพูดเป็นแบบไหน

บทส่งท้าย
ผมหลอนมากกับภาษาอังกฤษ มีครั้งนึงที่นั่งบีทีเอสอยู่ วันนั้นโชคดีหน่อยนั่งกับไอโช ฝรั่งแม่งก็ เอาละ ถามกู
สถานีนี้ ลงตรงไหน ผมสะดุ้งเฮือก ยังดีมีไอโช เลยสะกิดมัน แม่งก็บอก Two more stations จบ ง่ายมั๊ย
ถามจิงๆเหอะ โรงเรียนวัดไก่คอนแวนด์ จะตอบได้มั๊ย ตอบว่า อีกสองป้ายอะ ถ้าไม่ได้ฝึกพูดโต้ตอบ คงจะยาก อย่างมากมันคงตอบว่า "Sorry , I don't know " ทั้งๆที่รู้ว่าอีกสองป้าย แต่ที่กูบอกว่า I don't know เพราะ กูไม่รู้ว่าจะพูดว่าอะไรตังหาก !!

เบื๊อก!
สำหรับผู้ที่ถูก TAG
โช - มืงถูกกล่าวถึง
และเพื่อนๆที่เหลือคือผู้ที่คิดถึง และอาจมีส่วนเกี่ยวข้องในการใ้ช้ภาษา

คอลัมน์นี้ตัดมาจากนิตยสาร Fakebook.com ในหมวด สนุกกับตาสีตาษา

กลับมาก่อน

posted on 20 Apr 2010 15:00 by born-scream  in Sci-fi

 “เราใช้กระแสน้ำที่ไร้รูปร่างเป็นตัวแปรในการเดินทางของเราบอร์น สครีม พูดขึ้นในงานแถลงเครื่องไทม์แมชชีนเครื่องแรกของโลก ที่ใช้วิธีเดินทางผ่านกระแสน้ำ ที่มีรูปร่างเหมือนอ่างน้ำวางอยู่ข้างๆตัวเขาบนเวที

กระแสของกาล เวลาก็เหมือนกับกระแสน้ำ เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มันไหลไปมาอยู่รอบตัวเรา หากเราจะเดินทางข้ามกาลเวลา เราจะใช้กระแสน้ำเป็นตัวนำพาเราไปทฤษฎีของเขาเป็นทฤษฎีที่เปลี่ยนสภาพวัตถุที่เป็นมนุษย์ เข้าไปกับกระแสของน้ำ ในกาลเดินทางข้ามกาลเวลาเขากำลังจะทดสอบในการประชุมลับๆที่มีผู้เข้าประชุม จำกัดเพียง 100 คน ล้วนแต่เป็นบุคคลระดับท็อปของมวลมนุษย์ทั้งนั้น

วันนี้ วันที่ 20 เมษายน 2015 เวลาบ่ายโมง ก่อนหน้าที่ผมจะเดินทางมาที่นี่ ผมทราบดีว่าเกิดอะไรขึ้น ในการทดลองครั้งนี้ผมจะกลับไปในวันที่ 19 เมษายน 2015 เพื่อบอกกับตัวเองในเมื่อวานบอร์นอธิบายให้ผู้ฟังในที่ประชุมฟัง

เดี๋ยวก่อนสิครับ ถ้าอย่างงั้นเมื่อวานคุณก็ต้องเจอตัวคุณในวันนี้มาแล้วใช่รึเปล่ามีคนถามขึ้นมา

เปล่าครับ ผมเพิ่งรู้มาว่า เหตุการณ์ต่างๆจะเปลี่ยนไปตามสิ่งที่เราทำ ดังนั้นวันที่ 19 เมษา ผมอยู่ในห้องทดลองแต่ไม่มีตัวผมอีกคนมาหาเลย

หมายความว่ายังไง ช่วยอธิบายให้พวกเราฟังทีเถอะ

กระแสเวลา และ กระแสน้ำก็คล้ายกัน เราไม่สามารถรู้ได้ว่ากระแสน้ำจะแบ่งสัดส่วนเป็นอย่างไร เพราะมันเป็นของเหลว เราไม่สามารถจะบอกได้ว่ามวลนี้เป็นมวล A หรือ มวล B เรายังคงใช้ภาชนะเพียงแค่บ่งบอกมันว่ามีปริมาณเท่าไหร่ กาลเวลาก็เหมือนกัน มวลของมันไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าเราจะกลับไปที่จุดไหนของช่วงเวลา กระแสของเวลาไหลไปด้วยความเร็วสูงมากจนไม่สามารถวัดได้ สิ่งที่เราประมาณการได้คือ ตำแหน่งคร่าวๆของช่วงเวลาเหมือนกับที่เราเอานิ้วจุ่มลงไปในน้ำ แต่ถึงจุ่มลงไปเราก็ไม่รู้ว่าจุดที่จุ่มเป็น จุด A หรือ B หรือ C เราเพียงแค่ประมาณเท่านั้น

ถ้าอย่างนั้นสิ่งที่เรากำลังจะทำใน วันนี้ จะมีผลอะไรบ้าง

ไม่มีครับ...ต่อให้ผมกลับไปในอดีตของเมื่อ วาน เหตุการณ์ในวันนี้ก็จะไม่เปลี่ยน

โอ ...เสียงผู้คนในที่ประชุมพูดคุยกันซ่อกแซ่ก

ถ้าอย่างนั้นเราจะกลับ ไปในอดีตเพื่ออะไร

สิ่งที่จะเปลี่ยนคือ อนาคตของโลกนั้นๆ อย่างน้อยเราก็ช่วยแก้ไขอนาคตของโลกนั้นๆได้

คุณหมายความว่าจะให้ คนอย่างพวกผมลงทุนไปกับการแก้ไขประวัติศาสตร์ของผู้อื่นงั้นเรอะ!

ใช่..ทำไม ล่ะ..พวกคุณไม่อยากจะทำรึไง

ผมต้องการแก้ไขอดีตของผม ผมอยากให้ตัวผมในวันนี้สูงขึ้น ไม่ใช่ให้ผมในโลกนั้นผู้ชายร่างอ้วน ตัวเตี้ยพูดขึ้นผ่านไมโครโฟนที่อยู่ตรงหน้า

แต่มันก็คือตัวคุณ บอกแล้วว่าคุณแก้ไขอดีตของคุณเองไม่ได้ คุณทำได้แค่กลับไปบอกตัวคุณในอดีตเท่านั้น

เอาล่ะๆ พวกเราไม่อยากจะมาทำเรื่องไร้สาระพวกนี้ คุณก็เชิญทำสิ่งที่ไร้ประโยชน์ต่อตัวคุณเองได้แล้วนะ

มีคนจำนวนเกิน ครึ่งของที่ประชุมลุกออกจากห้องไป พวกเขาคิดว่าการที่จะแก้ไขประวัติศาสตร์ของคนอื่น ซึ่งก็คือเขาเองเป็นเรื่องไร้สาระ พวกเขาคงคิดว่าจะให้ตัวเองได้ทุกอย่างที่อยากได้ในโลกนี้ล่ะมั้ง แต่ยังมีคนที่ยังคงนั่งอยู่ในที่ประชุมต่อ คงเป็นพวกที่สนใจเรื่องนี้จริงๆ

ผมจะพูดต่อนะครับ...ผมกลับมาแล้วครับ

ทุกคนในที่ประชุม อึ้ง..คิดว่าหมอนี่เล่นตลกอะไร เพราะเขาไม่ได้ไปไหนเลย ....

ผมได้ เดินทางข้ามกาลเวลา ผมลงไปในอ่างน้ำตัวนี้ที่เป็นเครื่องข้ามกาลเวลาผมออกไปโผล่ที่โถส้วมในบ้าน ของผมตอนที่ผมอายุ 19 ผมนึกสงสัยเลยลองแอบเดินไปดูปฏิทินในบ้านถึงรู้ว่าเป็นวันที่19 เมษายน 2010 แทน ตัวผมกำลังนั่งเล่นวีดีโอเกมอยู่และเขาไม่เห็นผม ผมอยากจะเข้าไปคุยกับเขา แต่คิดว่าคงจะไม่ดีถ้าไม่รีบกลับ ผมเลยเพียงแค่เดินกลับมาในห้องน้ำ ผมเห็นแปรงขัดส้วมวางอยู่ใกล้โถส้วมก็เลยเอามาขัด พอทำไปซักพักผมถึงรีบกลับมาที่ช่วงเวลาเดิม แต่ดูท่าทางว่าผมคงกลับมาในช่วงเวลาก่อนหน้าที่ผมจะลงไปในอ่างน้ำนี่สินะ

ที่ประชุมมีแต่คนพูดคุยกัน ว่าคงเป็นการแสดงตลกคาเฟ่ และทุกคนก็ลุกออกไปทิ้งให้นายบอร์นยืนอยู่คนเดียว...

ไอ้หมอนี่มัน บ้านักธุกิจที่ร่ำรวยที่สุดในโลกพูดขึ้น

ย้อนกลับมาที่ปี 2010 บอร์นวัยเด็กวางจอยเกมที่เล่นอยู่ลง เขาปวดฉี่ก็เลยรีบวิ่งเข้าไปในห้องน้ำ

“...ทำไมโถส้วมสะอาดขึ้น?” เขาพูด ...กดชักโครกและก็กลับไปเล่นเกมต่อ

 

Boku2 : Character reviews

posted on 07 Apr 2010 19:47 by born-scream  in Bokunatsu

ไม่มีคนเม้นเลยแฮะคงไม่ค่อยมีคนเล่นเกมนี้ซักเท่าไหร่หรอกเนอะ แต่ก็ไม่เป็นไร ผมก็ยังอยากจะเขียนเรื่องเกี่ยวกับโบคุต่อไป วันนี้หลังจากที่เล่น Metal Gear Solid 2 ใน PS2 ซึ่งผมไม่ได้แตะมานานแล้วและก็ยังเล่นไม่จบด้วย กะว่าจะเล่นให้จบแต่ปรากฏว่าเล่นๆไปแล้วค้าง ค้างแบบว่าค้างจริงๆ เหมือนแผ่นจะเสีย เล่นยังไงก็ค้าง เลยอารมณ์เสียปนเซ็งๆ ไม่รู้จะเล่นเกมอะไรแล้ว เบื่อๆด้วย ก็เลยหยิบ Boku no natsuyasumi 2 เกมในดวงใจขึ้นมาเปิดรีแลกซ์แทนละกัน

ข้อมูลในภาค 2 เท่าที่ผมรู้มาก็คือ โบคุ มาพักอยู่ที่บ้านญาติทางชายทะเล ที่คุณลุงกับคุณป้าเป็นเจ้าของโรงแรม ชื่อว่า อากาเนะ เฮาส์ในช่วงปิดเทอมฤดูร้อน แต่ผมไม่แน่ใจว่าภาคนี้เกี่ยวข้องกับภาคที่แล้วรึเปล่า เพราะว่าในภาคแรกนั้น โบคุมาที่บ้านญาติช่วง August 1975 แต่ในภาคที่ 2 นี้ โบคุก็มาใน Aug 1975 เหมือนกัน หมายความว่า?? ไม่เกี่ยวข้องกันหรอ??ก็อาจจะเป็นไปได้ อันนี้อยากได้คำตอบจากคนที่รู้ภาษาญี่ปุ่นจริงๆครับ T^T แต่ถ้ามีความเกี่ยวเนื่องกัน โบคุก็จะต้องโตขึ้น ภาคแรก 9 ขวบ ภาคนี้ก็น่าจะ 10 ขวบ .แต่มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น โบคุยังอยู่ป.3 เท่าเดิม นั่นหมายความว่า โบคุมาพักอยู่กับญาติ ในสถานการณ์ที่แตกต่างจากภาค 1 แต่เป็นช่วงเวลาเดียวกัน o_O!?? 

เอาล่ะ เลิกคิดถึงเรื่องที่ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับชีวิตพวกเราได้แล้ว  เอนทรี่นี้ผมจะกล่าวถึงรายละเอียดของตัวละครในนี้กัน ทั้งนี้อ้างอิงมาจาก บทสรุปเกมของ YKGroup และ FAQของคุณ Jooey จาก http://www.gamefaqs.com/console/ps2/file/569407/20258 ครับ เริ่มกันเลยดีกว่า

โบคุ ตัวเอกของเรื่อง อายุ 9 ขวบอยู่ป.3 ครั้งแรกที่ผมเล่นเกมนี้ คุณลุงคุณป้าจะเรียกเราว่า "โบ๊กคุงๆๆๆ"   ผมก็สงสัยว่า ตัวเองชื่ออะไรกันแน่ แปลกๆนะ บ๊กคุง ผมก็เลยเริ่มต้นศึกษาหาข้อมูลจนได้ข้อสรุปว่าตัวเอกของเราชื่อ "โบคุ"  มีความหมายว่า"ผม" ในภาษาไทย ดังนั้น เวลาที่โบคุแนะนำตัวว่า Boku wa Boku (โบคุวะโบคุ) มันก็จะเหมือนกวนๆคนที่ถาม ความหมายมันก็คือ ผมก็คือผม  ตัวอย่างเช่นในภาค PSP โบคุได้เจอกับตัวละครเสริม ที่ชื่อโยชิโกะ (มั้งถ้าจำไม่ผิด) โบคุแนะนำตัวว่า ผมชื่อโบคุ (โบคุ วะ โบคุ) โยชิโกะ ก็เลยตอบว่า "เรอะ งั้น ฉันก็คือฉัน" (อะตาชิ วะ อาตาชิ) ก็ดูตลกๆดีครับ ในภาคสองโบคุว่ายน้ำเก่งมากๆ และเป็นนักวิจัยแมลงที่ทรงภูมิ มันแปลกนะที่เด็กอายุ 9 ขวบ หยิบแมลงขึ้นมาปุ๊บ ก็รู้ชื่อพวกมันได้เลย :  )ธีมของภาคนี้คือเสื้อสีแดงรูปปลา ส่วนชุดที่เอาไว้เดินทางกลับบ้าน ก็จะเป็นเสื้อสีน้ำเงิน อย่างในรูปนี้ครับ

 

ครอบครัว อาราเสะ ประกอบไปด้วยสมาชิก 4 คนซึ่งเป็นญาติๆของโบคุนั่นเอง

คุณอาเก็นตะ อายุ 40 ปี อันนี้เป็นเรื่องที่ผมคิดไว้คือ คุณอาเก็นตะ เป็นน้องของพ่อของโบคุ เพราะดูๆแล้วมีโครงหน้าคล้ายๆกัน ลองสังเกตดูสิครับ ถ้าย้อนไปเมื่อภาคที่แล้ว คนที่เป็นญาติกับโบคุน่ะ ใครเอ่ย ที่เป็นน้องของพ่อโบคุ??...คำตอบก็คือ คุณอาคาโอรุ(ผู้หญิง) ครับ ดังนั้น ในภาคนี้ คนที่เป็นพี่น้องกับพ่อของโบคุ ก็ต้องเป็นคุณอาเก็นตะแน่นอน ไม่ผิดแน่ หรือถ้าผิดก็ขออภัย T^T  อาเก็นตะนั้นเคยเป็นช่างไม้มาก่อน แต่ตอนนี้เลิกไปแล้ว ด้วยเหตุผลอะไรก็ยังไม่รู้ คุณอาเก็นตะเป็นพวกที่ชอบพูดแบบไม่เกรงใจคนอื่น พูดอะไรห้าวๆแต่เขาก็เป็นคนดี ไปรับโบคุกลับบ้านทุกวัน (จริงมั๊ย?) และเขาก็เป็นคนที่รักครอบครัว คุณอาเก็นตะเป็นคนสอนให้โบคุรู้จักการตกปลา แล้วอาชีพของคุณอาล่ะ?? ดูเหมือนว่ายังไม่มีใครรู้ล่ะมั้ง

คุณป้ามิทสึโกะ  อายุ 41 ปี ด้วยความที่แก่กว่าคุณอาเก็นตะ คุณป้าก็เลยดูแลจัดการเรื่องอากาเนะเฮาส์มากกว่าคุณป้ามักจะอยู่รอบๆบ้านคอยทำงานบ้านทั่วๆไป เป็นแม่บ้านที่ดี ว่างั้น ทำอาหารก็อร่อย เป็นตัวอย่างที่ดีและยังใจดีอีกด้วย ด้วยความที่คุณป้านั้นงานเยอะมาก ทั้งซักผ้า ทำกับข้าว ทำโน่นทำนี่(ทำอะไรหว่า ก็เห็นซักผ้าทีนึงครึ่งวัน) คุณป้าก็เลยปวดไหล่ครับ มันจึงเป็นเหตุที่ว่าโบคุจะต้องช่วยคุณป้าทุบไหล่ตอนกลางคืนซักหน่อย แล้วคุณป้าก็จะให้ทิปด้วยนะ

ชิเงรุ ป.2 (8 ขวบ) เป็นลูกพี่ลูกน้องของโบคุ ภายนอกอาจจะดูติ๋มๆ อ่อนแอ แต่จริงๆผมว่าไม่นะ  เขาเป็นเด็กที่ไปไหนก็ไปกันพร้อมลุย (อาจจะเป็นเพราะพี่ทาเคชิชักชวนก็ได้)  ชิเงรุ สนิทกับโบคุได้เร็วมากๆ  สองพี่น้องคู่นี้ ไปไหนก็ไปด้วยกันตลอด ติดกันอย่างกะปาท่องโก๋ ก็ดูรักกันดีครับ

พี่ทาเคชิ ป.5 (11 ปี) ชอบเล่นอะไรพิเรนๆ แต่ก็เป็นคนที่ดูแลชิเงรุและโบคุเป็นอย่างดี นิสัยของทาเคชิ ก็จะคล้ายๆกับคุณอาเก็นตะ คือพวกที่ชอบทำอะไรแบบอยากทำก็ทำ และบางทีก็พยายามที่จะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ มีอยู่ครั้งนึงที่พี่ทาเคชิเล่นสนุกจนเกิดอุบัติเหตุ แต่โชคดีที่ไม่เป็นอะไรมาก ก็โดนคุณป้าดุซะ ..เป็นการลงโทษ หวังว่าพี่ทาเคชิก็คงจะโตขึ้นได้จริงๆ

 ครอบครัว ซางาระ อยู่กัน3 คน เป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อครอบครัวอาราเสะ

พี่ยาสุโกะ (16 ปี) เป็นพี่สาวที่น่ารักมาก ผมชอบพี่ยาสุโกะมาก (คนเขียนบอกเอง) เป็นคนที่โบคุเจอคนแรกบนเรือ ตอนขามา ครอบครัวนี้อยู่กันสามคนโดยมีคุณปู่เป็นคนดูแล พี่ยาสุโกะเนี่ย เรียนอยู่ในโตเกียว เช่าหอพักอยู่ที่นั่น เป็นครั้งแรกที่กลับมาพักผ่อนที่หมู่บ้านฟูมิ แสดงว่าถ้าเปิดเทอม ฮิคาริจังจะต้องอยู่กับคุณปู่แค่สองคนเท่านั้นสิ ดูเหงาๆจังเลย สาเหตุที่พี่ยาสุโกะกลับมา ไม่รู้เป็นเพราะว่ามีปัญหาเรื่องความรักรึเปล่า จนได้มาเจอกับพี่โยอีกครั้ง (คิดว่าคงเป็นเพื่อนสมัยเด็ก) ก็ดูท่าทางจะไปกันได้ดีน่ะนะ

ฮิคาริจัง (ป.2) เป็นน้องสาวของพี่ยาสุโกะ และก็เป็นเพื่อนร่วมห้องกับชิเงรุด้วย (ดูคล้ายๆกับภาคแรกที่เมงาเนะเป็นเพื่อนกับชิราเบะ) ฮิคาริชอบทำอะไรคนเดียว เล่นก็เล่นคนเดียว (คงจะชินน่ะแหละผมว่า) ก็จะมีบ้างที่จะออกมาว่ายน้ำกับพี่สาว แต่โดยมากแล้วจะชอบนั่งเล่นอยู่ที่สนามเด็กเล่น และเป็นผู้หญิงที่ชอบการทำนายด้วยนะ เธอจะคอยทำนายดวงชะตาให้โบคุทุกวันเลยทีเดียว (แม่นรึเปล่าไม่รู้ เพราะแปลไม่ออก ฮาๆ)

คุณปู่จีจะ เป็นหมอประจำหมู่บ้าน เปิดคลีนิคอยู่ใกล้ๆบ้านตัวเอง แต่หมู่บ้านนี้คนน้อยเหลือเกิน คุณปู่จึงดูเหงาๆเศร้าๆ มีผู้ช่วยพยาบาลอยู่คนนึงเทอชื่อนางิสะ ก็ยังดีที่มีคนคุยด้วย นางิสะ ไปกลับระหว่างเกาะทุกๆวันโดยเรือที่โบคุนั่งมานั่นแหละ คุณปู่เป็นคนดูแลครอบครัวนี้ ส่วนพ่อของยาสุโกะได้ข่าวว่าเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนแม่ก็แยกทางไปอยู่ที่อื่น แม่ของยาสุโกะเป็นเพื่อนของคุณป้ามิทสึโกะ ก็มีบ้างที่เธอจะกลับมาพักที่นี่ แต่ผมไม่รู้ว่าแม่ลูกได้ไปคุยอะไรกันตอนไหนรึเปล่า 

 

พี่โย เป็นเพื่อนสมัยเด็กของพี่ยาสุโกะ เป็นนักประดิษฐ์จรวด ในครั้งแรกๆ พี่โยก็ทำไม่สำเร็จ ทำให้ชิ้นส่วนของจรวดตกกระอยู่ตามที่ต่างๆ ถ้าโบคุเก็บชิ้นส่วนพวกนี้ครบและเอาไปคืนพี่โย ไดอารี่วันสุดท้ายก็จะเป็นเรื่องราวของจรวดร็อคเก็ต ในฉากจบที่กล่าวถึงว่าโย ทำให้จรวดลอยขึ้นฟ้าได้สำเร็จนั้น เป็นความประทับใจของทุกคนในหมู่บ้าน เพราะว่า ในปี 1975 นั้น  การขึ้นไปท่องอวกาศถือเป็นความฝันของมนุษยชาติเลยทีเดียวซึ่งในการ์ตูนญี่ปุ่นเรามักจะเห็นเรื่องแนวๆนี้ เช่น 20th century boys (เคยอ่านกันมั๊ย? ตัวละครในนั้น โดยเฉพาะดองกี้ก็คลั่งไคล้การที่มนุษยขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ได้)ดังนั้นการที่โยสามารถส่งจรวดลอยขึ้นฟ้าได้สำเร็จนั้นทำให้ทุกคนรู้สึกดีใจนั่นเอง ว่ามันอาจจะเป็นก้าวแรกก็ได้ ที่จะทำให้มนุษย์สามารถเหยียบดวงจันทร์ได้สำเร็จ ประมาณนั้น แหม..ไม่รู้ว่าโยคุงตอนเป็นผู้ใหญ่จะทำงานอยู่องค์การนาซ่ารึเปล่า

ไซม่อน ไรฮิ ชาวออสเตรเลียเป็นช่างภาพที่ตระเวรถ่ายภาพไปเรื่อยๆ ชอบประเทศญี่ปุ่นและอินโดนีเซีย นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ไซม่อนมาที่นี่ แต่เขามาที่นี่บ่อยแล้ว ในภาคนี้ไซม่อนจะเป็นคนถ่ายรูปต่างๆให้โบคุ เราสามารถไปขอรูปจากไซม่อนบนชั้นสองตอนกลางคืนหลังอาบน้ำ 

พี่โยชิกะ นักศึกษามหาวิทลัย ที่เล่นกีร์ต้าเก่ง ร้องเพลงก็เก่ง  และเป็นคนสูบบุหรี่จัดมากจนถึงกับต้องมาขอไซม่อน ไม่ได้ขอแค่ตัวซองตัวแต่เล่นขอทั้งซองเลย -   -*

 

ภาพประกอบจาก http://www.jp.playstation.com/scej/title/bokunatsu2/p2/p2.html